10 คำแนะนำ สำหรับคนที่คิดริเริ่มจะทำสวนครั้งแรก มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้

ปัจจุบันมีหลายคนที่ออกจากงานประจำหันมาทำเกษตรอยู่แบบพอเพียง อยู่กับธรรมชาติ แน่นอนว่ามันมีคนที่ประสบความสำเร็จในการทำแบบนี้

แต่ว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้นะ หากคุณกำลังสนใจและคิดอยากจะลาออกมาบ้างแนะนำว่าใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนลองอ่านบทความนี้ให้จบ มันจะช่วยประกอบการตัดสินใจของคุณได้ดีในระดับหนึ่งเลยกับ 10 คำแนะนำสำหรับคนที่อยา กทำเกษตรในครั้งแรก

1.อย่าเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้

อยากจะทำก็จริงแต่ต้องไม่ใช่จากการกู้หนี้ยืมสิน ลองคิดถึงความเสี่ยง หากมันไม่สำเร็จขึ้นมาแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายดอก จ่ายต้นที่ยืมมา ฉะนั้นพยายามหาเงินเก็บสะสมเงินของตนเองจะดีกว่า

อย่างน้อยหากทำแล้วมันไม่รอดเราก็ไม่ต้องกุมขมับ กับการหาเงินใช้หนี้ แต่ถ้าทำสำเร็จกำไรที่ได้มันก็เข้ากระเป๋าเราทั้งหมด เพราะการเป็นหนี้มันไม่เคยทำให้ชีวิตใครดีขึ้นมาเลย

นอกจากเงินที่มีแล้วจะต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้วยนะ มันไม่ได้ง่ายขนาดจะออกมาแล้วปลูกแล้วรดน้ำเฉย ๆ มันก็โต

แต่ว่าพืชผัก ต้นไม้แต่ละชนิดนั้นชอบแดด ชอบน้ำแตกต่างกัน ปุ๋ยที่ใช้ การดูแล การทำแปลง การจัดการศัตรูพืช เป็นโรคต่าง ๆ พอสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นคุณก็ต้องมาคิดว่าจะแก้อย่างไร

แน่นอนส่วนมากเราจะต้องมีการลงทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ต่างๆแต่มันจะซื้อไปมั่วๆ ไม่ได้เราต้องรู้ก่อนว่าต้องใช้อะไรบ้างจริงไหม เวลาพืชเจอปัญหาเราต้องรู้ว่าที่มันเฉามันเหี่ยว เป็นเพราะอะไรแล้วต้องแก้แบบไหน หากไม่ถูกจุดก็เจ๊งไม่เป็นท่าแน่นอน

2.ล้มได้นะแต่ต้องลุกได้เหมือนกัน

บอกแล้วว่ามันไม่ได้ง่ายแต่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของมนุษย์เรา หากล้มแล้วรู้จักเอามาเป็นบทเรียน เอามาเรียนรู้ว่าเราผิดพลาดอะไรตรงไหน

แล้วต้องปรับแก้อะไรบ้าง มองให้มันเห็นปัญหาแล้วหาทางแก้ให้มันได้ แล้วคุณจะเจอทางออกที่ดี

3.อย่าลืมสำรวจตลาดก่อนทำ

มันจะล้มง่าย ๆ ก็เพราะมองข้ามข้อนี้แหละเพราะเวลาทำอะไรเราจะต้องรู้ก่อนว่าตลาดต้องการอะไร หรือเราทำแล้วจะขายให้ใคร ปลูกไปเพื่ออะไร ส่งที่ไหน

จะต้องมีการวางแผนก่อน หากปลูกไปแล้วไม่มีคนซื้อมันก็ไม่มีประโยชน์ต่อให้พืชผลงามแค่ไหน ก็เจ๊งอยู่ดีนะ

ฉะนั้นแล้วการทำสำรวจตลาดก่อนทำนั้นเป็นสิ่งสำคัญเลย ก็ไม่ยากเท่าไหร่คุณลองดูว่าเขานิยมซื้ออะไรกันแถวนั้นหรือหากคุณอยากจะปลูกพืชผักอะไรสักอย่างคุณจะต้องรู้ก่อนว่า

คุณจะส่งไปขายให้ใครได้บ้างหรือไม่ก็ลองไปติดต่อไว้ก่อนเลยก็ยังได้ มันต้องลองนะ และควรจะมีแผนสำรองสำหรับทุกอย่างไว้เสมอ หากขายไม่หมดขายไม่ออก ราคาตกจะแก้อย่างไร มันต้องคิดก่อน

4.ปลูกพืชให้เหมาะกับดิน

เราจะต้องรู้สภาพดินของเราก่อนว่าเหมาะที่จะปลูกต้นอะไร เพราะว่าพืชแต่ละชนิดนั้นมันมีสภาพอากาศ สภาพพื้นที่ที่มันอยู่ต่างกัน บางชนิดชอบดินเค็ม บางชนิดชอบที่ลุ่มมีน้ำเยอะ บางชนิดชอบที่โนนทนแล้ง หากเราไม่ศึกษาเรื่องดินเลยก็มีโอกาสที่จะปลูกแล้วพืชเสียหาย

มันสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆเลย การศึกษาหาข้อมูล การเรียนรู้ก่อนลงมือทำยังไงก็สำคัญเสมอ บางคนลงมือทำแบบไม่รู้กว่าจะรู้ก็เสียไปเยอะแบบนั้นไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ทางที่ดีเราควรจะหาข้อมูลและเตรียมตัว

มีการวางแผนก่อน จากนั้นค่อยไปลงมือทำจริงอย่างน้อยในการปฏิบัติจริงของเราก็ยังมีข้อมูลเป็นตัวช่วยอยู่ไม่ได้ทำมั่วๆ ปลูกอะไรไปตามใจแค่นั้น มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะอย่าลืม

5.จงเลือกปลูกพืชที่ชอบ

แต่มันก็ต้องเข้ากับข้อ 4 นะ คือต้องรู้ก่อนว่าดินเรานั้นเหมาะจะปลูกพืชแบบไหน จากนั้นก็ค่อยไปเลือกพืชมาปลูก

หากเราได้เลือกปลูกแต่ต้นที่เราชอบแล้วเราจะสนุกกับมันไปแบบไม่มีเบื่อเลย พอเราชอบเราก็จะหาตลาดเจอเพื่อว่าเราชอบอะไรก็จะดึงดูดให้เราไปเจอสิ่งนั้นว่าไหม

6.ลงมีเป้าหมายยิ่งใหญ่

การตั้งเป้าหมายใหญ่มันอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าตั้งเป้าหมายที่เรารู้อยู่แล้วว่าเราทำได้มันก็แทบจะไม่สนุกเลย และแทบจะเรียกว่าเป้าหมายไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่การทำเรื่องใหญ่ได้สำเร็จมันน่าภูมิใจมากเลยนะ

ในการทำเกษตรของคุณก่อนจะเริ่ม ก็ให้วางแผนก่อนและมีเป้าหมายเอาไว้ว่าคุณจะทำอะไรบ้าง เป้าหมายอาจจะเป็นตัวเงิน เป็นเวลา เป็นชื่อเสียงหรืออะไรก็ได้ที่คุณอยากจะทำและมันดูยิ่งใหญ่ เช่น หากตั้งเป้าไว้ว่าอยากได้ 1 แสน/ปี คุณอาจทำได้ง่าย

แต่ลองเปลี่ยนมาตั้งเป็น 1 ล้าน/ปี มันอาจยากแต่มันจะทำให้คุณได้ไม่น้อยกว่า 5 เท่าของ 1 แสนเลยนะ ยิ่งเป้าหมายใหญ่เรายิ่งเพิ่มความพยายามลงไป

7.ปล่อยวางให้เป็นอย่าไปฟังคำคนเยอะนัก

ในที่นี้หมายถึงคนอื่น ๆ ที่มักจะมองว่าการทำเกษตรนั้นไม่รวย ทำยากแบบเราทำไม่ได้หรอกสารพัดคำดูถูกต่าง ๆ นานา ก็ให้ฝึกจิตให้ปล่อยวางเพิกเฉยและไม่เก็บเอาคำบั่นทอดจิตใจเหล่านั้นมาคิด

แต่ลงอยู่กับเป้าหมายของตัวเอง อยู่กับสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้อย่าให้แค่คำพูดไม่กี่คำมาทำลายมันได้ และที่สำคัญคุณเองต้องไม่ดูถูกตัวเองเด็ดขาย จงเชื่อมั่นในความสามารถและความพยายามของตัวเอง

8.ฝึกเป็นคนมีอารมณ์ขันบ้าง

ทุกเรื่องมันจะต้องมีปัญหามาให้แก้เสมอการทำเกษตรก็เหมือนกัน แต่ถ้าหากเรามัวเครียดอยู่แบบนั้นสมอง มันก็ไม่โล่ง ฉะนั้นการฝึกมองปัญหาให้เป็นเรื่องตลก

เป็นบททดสอบและค่อย ๆ หาทางแก้มันไปทีละจุดจะดีกว่า การเครียด คิดมาก มันไม่ได้ช่วยแก้ให้

มองโลกในแง่ดีให้เป็นแล้วสิ่งดี ๆ จะอยากเข้ามาหาเรา เช่น ถ้าตื่นเช้ามาแล้วไก่กับน้องหมาพังแปลงผักคุณ แทนที่คุณจะโมโหก็ให้มองเป็นเรื่องตลกไปว่ามันก็อยากจะเข้ามาชมสวนบ้าง

แล้วจากนั้นคุณก็คิดสิว่าทำอย่างไรหมาไก่ ถึงจะไม่เข้ามาพังแปลงซ้ำอีกครั้ง อาจจะเลือกทำเล้าไก่ จัดโซนให้หมา อาจจะยากฉะนั้นก็ต้องทำรั้วล้อมแปลงผักไว้ เท่านี้ก็จบแล้วจริงไหม

9.ถามให้เป็น อ่านให้เยอะ แบ่งปันประสบการณ์ให้มาก

เวลาถามให้ถามผู้ที่มีความรู้ทางการเกษตร คนที่ทำมาก่อน ถามทั้งชาวสวนที่อยู่ใกล้ตัว ถามทั้งนักวิชาการแม้เขาจะไม่เขาทำสวนจริงแชร์ประสบการณ์แบ่งปันให้กับเพื่อนเกษตรกรท่านอื่นให้รู้ อย่าไปหวงความรู้

เพราะถ้าเป็นแบบนั้นคนอื่นก็จะไม่แบ่งความรู้แก่คุณเหมือนกัน เวลาเจอปัญหาให้ปรึกษาคนอื่นบ้างก็ได้และหาข้อมูลหลาย ๆ ที่มาประกอบกัน พร้อมค่อย ๆ แก้กันไป จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้เด็ดขาดแล้วคุณจะพัฒนาตัวเองได้ดีทำให้สิ่งที่คุณทำสำเร็จได้ง่ายขึ้น

10.ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

บางคนทำแล้วหยุดเพราะท้อแล้ว แบบนี้มันจะไปเห็นผลอะไรเพราะคนที่เขาทำแล้วมันสำเร็จ เขาก็ผ่านอะไรมาตั้งเยอะ การลงมือทำลงแรงกายมาอยู่กับตรงนี้ก็อย่าท้อง่ายๆ และลงทำสม่ำเสมอ ไปพร้อมกับการเรียนรู้ตลอดเวลาด้วย

หากไม่อยากออกแรงเยอะก็ต้องคิดหาวิธีในการทุ่นแรงให้ได้ การทำเกษตรไม่ใช่การสร้างกระต๊อบนอนดูข้าวในนาคนอื่น หรือเดินชมแปลงผักคนอื่น แต่มันคือการที่มือคุณจะได้เปื้อนดินจริง ๆ

พอคุณได้เริ่มเข้ามาทำเกษตรจริง ๆ คำมาเหนื่อยมันมาหาคุณแทบทุกวันแน่นอน แต่คุณจะสนุกกับมันไหม หากสนุกและชอบต่อให้เหนื่อยยังไงคุณก็ยังอยากจะทำมันอยู่ดี ลองเช็คตัวเอง ถามตัวเองดูอีกรอบว่ายังอยากจะทำเกษตรอยู่ไหมและจงใช้หัวใจในการตอบคำถาม

ขอขอบคุณ meehaythai