ข้าวทิพย์ ธิดาดิน ใช้ชีวิตติดดินเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ

ดาราคนในวงการบันเทิงหลายคนต่างหลบหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด หนึ่งในนั้นคือนักร้องลูกทุ่งเสียงใส ข้าวทิพย์ ธิดาดิน ที่ล่าสุดได้ขอกลับบ้านไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสาว ข้าวทิพย์ ธิดาดิน ได้ผันตัวกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัว ทั้งดำนาและเก็บพืชผักผลไม้ทานเอง ใช้ชีวิตติดดินเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติสุด ๆ

บอกเลยว่าถ้าใครได้เห็นภาพของสาว ข้าวทิพย์ ธิดาดิน แล้ว ต้องมียิ้มตามกันอย่างแน่นอน เพราะเธอดูมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่บ้านเลยจริง ๆ นักร้องลูกทุ่งสาวเสียงใส เปิดชีวิตในวงการกว่า 12 ปี เคยตกอับไร้งานไร้เงิน จนต้องหนีกลับบ้านนอกไปทำนา ก่อนจะกลับมาในวงการอีกครั้ง

ในฐานะนักแสดงสุดปังมาร่วมพูดคุยในร ายการ กว่าจะมาจุดนี้ในวงการบันเทิง ต้องใช้ความอดทน ขยันขันแข็ง ความพยายามถึง 12 ปี? “คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพหลักทำนา อาชีพเสริมคือหมอลำ  ตั้งแต่จำความได้เห็นคุณพ่อร้องหมอลำเลี้ยงเรา มันเป็นความทรงจำที่มีความสุขมากๆ มันเลยทำให้เราอยากฝึกร้องหมอลำ ตั้งแต่เด็กๆจะร้องหมอลำตามทุ่งนา เราก็ครูพักลักจำจากคุณพ่อ และจากทีวี

หลังจากนั้นก็มีโอกาสไปร้องเพลงตามวงดนตรีต่างๆ ได้ร้องเพลง และได้เป็นแดนซ์เซอร์ เพลงที่ออกเพลงแรก สาว ม.ปลายยังอายฮัก ตอนนั้นยังไม่ได้เซ็นแกรมมี่ ออกรวมกับน้องใหม่ไต่ดาว โครงการหนึ่งรวมดาวที่ราบสูง เป็นนักร้องภาคอีสาน ตอนนั้นมีนักร้อง 5 คน

ตอนนั้นเป็นบททดสอบของแกรมมี่ว่าจะให้ผ่านมั้ย จะได้เป็นนักร้องต่อหรือเปล่า ตอนนั้นแค่ได้มาออกเพลงกับแกรมมี่โกลด์ เรารู้สึกมันเกินฝันมากๆ ที่เด็กบ้านนอกจะได้มาออกอัลบั้ม ได้ทำเพลงร่วมกับนักร้อง ดีใจมาก พอมาเป็นศิลปินแล้ว ทำไมเราไม่ซื้อรถ เวลาเราไปห้างหรือไปซื้อของใช้ เราก็นั่งสองแถวได้ ที่ไม่ซื้อรถเพราะคิดว่าเอาเงินไปใช้หนี้ให้ครอบครัวดีกว่า

แล้วเวลาไปคอนเสิร์ตบริษัทก็มีรถตู้ให้อยู่แล้ว รถตู้ก็จะไปรับแล้วก็ส่งเรา แล้วเราไม่ค่อยออกไปเที่ยวด้วย ไม่ค่อยได้ใช้เงิน เวลาจะไปไหนเราก็ไปสองแถวบ้าง แท็กซี่บ้างสลับกัน รถไม่ซื้อเราพอเข้าใจแต่ที่พักล่ะ ทำไมไม่ซื้อ ทำไมถึงไปเช่าแมนชั่น เป็นทั้งข้าวทิพย์และทางผู้ใหญ่ด้วย จริงๆเริ่มต้นจากข้าวทิพย์เข้ามาเรียนปริญญาตรีที่กรุงเทพฯ แล้วมันมีแมนชั่นที่มันใกล้ห้องอัด แมนชั่นราคาเดือนละ 2900 บ.

หลังจากเจอเหตุการณ์นั้นเราย้ายหรือยัง หลังจากวันนั้นก็เริ่มคิดที่จะย้ายปีกว่า ตอนนี้ก็ย้ายออกมาแล้ว คือช่วงนั้นงานก็เริ่มน้อยแล้ว เราก็คิดจะหาธุรกิจที่จะทำได้เอง ก็เลยข ายผ้าไทยผ่านออนไลน์ ก็เลยปรึกษากับน้องว่าหรือว่าจะเปิดอีกห้องหนึ่ง แต่ก็อยู่ที่เดิม แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ร ายจ่ ายจะเพิ่มขึ้น

ก็เลยคิดกับน้องว่าหรือจะมองเป็นทาวเฮ้าส์ที่มีหลายๆ ชั้น เก็บผ้าได้ด้วย จัดส่งได้ด้วย ซึ่งราคาก็อยุ่ประมาณ 15000 บ. ก็เลยคิดว่าจะซื้อเป็นบ้านดี คือเราคิดนานเพราะซื้อบ้านก็เป็นเรื่องใหญ่ กำลังทรัพย์ต้องเยอะ ปริมาณของ “ความสุข” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของ “สิ่งดี ๆ” ที่เราได้รับ แต่อยู่ที่ “มุมมอง” ของเราที่มีต่อ “สิ่งเหล่านั้น” ต่างหาก

เรียบเรียงโดย เกษตรผสมผสาน