เกษตรกร”มัน-ยาง-ข้าวโพด” เฮ ครม.เทหมื่นล้านประกันรายได้-ดูแลราคา

ครม.อนุมัติโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด 1.4 หมื่นล้านบาท พร้อมมาตรการคู่ขนานช่วยเหลือเกษตรกรช่วงโควิด

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ว่าครม.อนุมัติโครงการและมาตรการเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืช 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงินรวม 14,106ล้านบาท ได้แก่

1.เห็นชอบวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 จำนวน2,404ล้านบาท จากเดิมที่ ครม. เคยอนุมัติไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2562 วงเงิน 24,000 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส. )สำรองจ่ายไปก่อน และขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป ส่วนเรื่องสถานการณ์ราคายางพารานั้น นายกรัฐมนตรีได้ติดตามราคาในตลาดโลกและราคาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางในประเทศมีแนวโน้มขยับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง

2.อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2563/64 วงเงินรวม 1,913.11 ล้านบาท และอนุมัติมาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 รวม 5 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 4.5 แสนรายโดยประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้นร้อยละ 14.5 ราคากิโลกรัม(กก.)ละ 8.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศและไม่ซ้ำแปลง กำหนดช่วงเวลาการเพาะปลูกระหว่างวันที่1มิ.ย.2563 – 31พ.ค.2564

3.โครงการประกันรายได้สำหรับผู้ปลูกมันสำปะหลัง วงเงินรวม 9.78 พันล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกจำนวนกว่า 5.3 แสนครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับโครงการประกันรายได้ปี 2562/63 เป็นการประกันรายได้หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ราคากิโลกรัมละ 2.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 100 ตัน ในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศและไม่ซ้ำแปลง

ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูกมันสำปะหลังปี 2563/64 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563 – 31 มี.ค. 2564 สำหรับการจ่ายเงินงวดแรก รัฐบาลจะเริ่มจ่ายในวันที่ 1 ธ.ค. 2563 และจะจ่ายต่อไปในทุกวันที่ 1 ของเดือน โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส. และรัฐบาลจะชำระคืนตามที่จ่ายจริงภายใน 2 ปี ทั้งนี้ ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 – 31 พ.ค. 2565

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ปี 2563/64 ซึ่งเป็นมาตรการเสริมที่ดำเนินการควบคู่กันไประหว่างโครงการประกันรายได้ และการบริหารปริมาณสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เป็นการดึงอุปทานออกจากตลาดและเพิ่มช่องทางเลือก เสริมสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มอำนาจต่อรองในการจำหน่ายมันสำปะหลังของเกษตรกร

ประกอบด้วยมาตรการที่ใช้เงินงบประมาณและไม่ใช้เงินงบประมาณ ดังนี้มาตรการที่ใช้เงินงบประมาณ วงเงินรวม 114 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง วงเงิน 69 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. เป็นผู้ออกสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม วงเงินสินเชื่อรวม 1,150 ล้านบาท ให้เกษตรกู้รายละไม่เกิน 230,000 บาท จำนวน 5,000 ราย ชำระคืนไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันกู้ คิดอัตราดอกเบี้ย6.5% ต่อปี

โดยเกษตรกรผู้กู้จ่ายดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี ส่วนที่เหลืออีก 3%ต่อปี รัฐจะเป็นผู้ชดเชยให้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 69 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2563 ถึง 31 ต.ค. 2566และ

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 45 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. จะเป็นผู้ออกสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกรที่มีการประกอบธุรกิจมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น วงเงินสินเชื่อรวม 1,500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้4% ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย1% ต่อปี ส่วนที่เหลืออีก 3 % ต่อปี รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยให้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 45 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 ถึง 30 มิ.ย.2565

ส่วนอีก 2 มาตรการที่ไม่ใช้เงินงบประมาณเพิ่มเติม คือ โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการแปรรูปมันสำปะหลัง(ลานมัน/โรงแป้ง) ที่เข้าร่วมโครงการฯ เก็บสต็อก เพื่อดูดซับผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยตั้งเป้าหมายวงเงินสินเชื่อรวม 1.5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยอัตรา 3% ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต็อกไว้ตั้งแต่ 60 – 180 วัน

คิดเป็นวงเงินอัตราดอกเบี้ยที่รัฐชดเชยรวม 225 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และ มาตรการบริหารจัดการการนำเข้าและส่งออก โดยให้กรมการค้าต่างประเทศกำกับดูแลการส่งออกและนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง ด้วยการตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานและลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ครม.ได้อนุมัติแนวทางแก้ไขปัญหา

โครงการป้องกันและการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการที่ ครม. ได้อนุมัติไปแล้ว เมื่อ 24 ก.ย. 2562 ใน 2 ประเด็น ให้ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการฯ จากเดิมที่กำหนดไว้ 11จังหวัด ให้ดำเนินการโครงการฯ ในทุกจังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมีอยู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ และ การจ่ายเงินชดเชย

จากเดิม ที่จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร เฉพาะพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์เท่านั้น ปรับเป็น จ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกพื้นที่ที่มีการทำลายแปลงมันสำปะหลัง ทั้งพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์ โดยใช้งบประมาณเดิม จำนวน 234.26 ล้านบาท