สุดยอดคาถาชั้นสูง จากตำราพระร่วง ตำรับการเป่ายันต์เกราะเพชร หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

เรื่องเล่าตำนานยันต์เกราะเพชร หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดนครศรีอยุธยา องค์บูรพาจารย์ของหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง เป็นต้นตำรับการเป่ายันต์เกราะเพชร ท่านเรียนมาจากอาจารย์แจง สวรรคโลก เป็นลูกหลานในสายพระร่วง

    หลวงพ่อฤาษีฯ ท่านเมตตาเล่าว่า งานเป่ายันต์แต่ละครั้ง เรือแพแน่นขนัดไปทั้งแม่น้ำ ผู้คนหลั่งไหลกันมามืดฟ้ามัวดิน หุงข้าวพร้อมกันทีละแปดกระทะ ตั้งแต่เช้ายันเย็นยังไม่พอเลี้ยงคนเลย สำหรับยันต์เกราะเพชร คือเป็นคาถา

อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ

วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู

อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ

สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ

เรียกกันว่า ห้องพระพุทธคุณ แต่เขียนลงมาอย่างหนังสือเจ๊ก เขียนลง ไม่เขียนตามบรรทัด เขียนลงมา ๗ คำ แล้วก็ไปขึ้นต้นใหม่เรียงกันไป ก็ว่า “อิระชาคะตะระสา ติหังจโตโรถินัง” นี่เรียกว่า อิติโส ๘ ทิศ อย่างนี้แหละ แล้วก็ชักเป็นยันต์ เรียกสูตรตามเส้นที่เขาชักไป

    สำหรับยันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อปานปลุกได้ดีมาก เพราะว่าเวลาท่านจะเป่าให้ใครนั้น ท่านเขียนยันต์ใส่กระดานดำไว้ แล้วท่านก็ยืนอยู่ข้างหลังให้ทุกคนจุดธูปเทียน แล้วภาวนาว่า “พุทโธ” ถ้าคนไหนมีครรภ์ ผู้หญิงมีครรภ์ก็ให้จุดธูป ๑ ดอกแทนลูกในครรภ์ แล้วท่านก็เป่า เวลาเป่ายันต์เข้าตัวจะมีความรู้สึกหนักที่ศีรษะ หรือว่าคันที่หน้า ยังงี้เรียกว่ายันต์เข้าจับตัวแล้ว

    ยันต์เกราะเพชรนี้ตัดมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม เป็นการนำเอาพุทธคุณบทต้นมาเขียนเป็น ตัวขอม อ่านตามขวางว่า

อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา

ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง

ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท

โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ

ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ

คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ

วา โธ โน อะ มะ มะ วา

อะ วิ สุ นุต สา นุส ติ

    ถ้ายันต์เข้าจับตัวทุกคนก็เป็นอันว่าเลิกกัน ท่านเป่าเฉพาะวันเสาร์ห้า คือว่าเป็นเดือนอะไรก็ตามเป็นขึ้น ๕ ค่ำวันเสาร์ หรือวันเสาร์ตรงกัน ๕ ค่ำ อันนี้ใช้ได้

    เรียกว่าท่านทำเป็นปกติ แล้วก็วันเสาร์ ๕ นี่แหละ เป็นวันยกครูของท่าน ท่านจะยกครูหมอ ครูอะไรก็ตาม ก็ทำกันวันเสาร์ห้า คนเยอะยิ่งกว่ามีงานวัดอีก ศาลาของท่านใหญ่จุคนเป็นพัน แต่เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรจริง ๆ ต้องผลัดกัน ๔ – ๕ รุ่น เรียกว่านั่งเต็มศาลาเป่า ๑ คราว ใครเป่าแล้วก็ลงมา คนที่ยังก็ขึ้นไป ยังงี้เปลี่ยนกันถึง ๔ – ๕ รุ่น

    คุณสมบัติของยันต์เกราะเพชร ก็เป็นการกันการกระทำ การกลั่นแกล้งจากคนอื่นด้วย วิชานี้ดีมาก หากว่าใครขืนทำเข้าคนนั้นก็เคราะห์ร้าย เคราะห์ร้ายเพราะอะไร ของเหล่านั้นจะกลับสะท้อนย้อนเข้าไปหาตัว

    คราวหนึ่ง พระผลบวชพรรษาเดียวกับฉัน แกอยู่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี แกไปรับยันต์เกราะเพชร พอรับแล้วแกก็ออกไปหลังวัด ปรากฏว่าถูกงูเห่ากัดเห็นตัวชัดเพราะเป็นกลางคืนเดือนหงาย เห็นว่าเป็นงูเห่าแน่ เอาไฟส่องดูก็แผ่แม่เบี้ยหราเป็นงูเห่า แกก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่า แกรับยันต์เกราะเพชรหรือเปล่า พระผลก็บอกว่ารับขอรับ ท่านบอกว่าถ้ารับไม่รักษา ฉันอยากจะดูคนที่รับยันต์เกราะเพชรมันตาeเพราะถูกงูกัดสักคน ถ้าหากว่าแกตาeฉันจะดีใจมาก

    ท่านผลหน้าซีด ปรากฏว่า ในขณะที่ท่านพูดพิษมันวิ่งขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ถอยไปปวดอยู่ปากแผล เดี๋ยวมันก็ปวดขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ปวดที่ปากแผล ๓ ครั้ง พอวาระที่สามปรากฏว่า อาการปวดหายไปหมดเลย พิษหมดเลย

    พระผลดีใจมาก บอกว่าหายปวดแล้วครับ หลวงพ่อปานก็บอกว่านั่นนะซิ ฉันแน่ใจว่ายันต์เกราะเพชรของฉันดี แต่ถ้าแกรับแล้วแกตาeเพราะงูกัด ฉันก็จะเห็นว่าแกเป็นคนเลวมาก ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่ฉันอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าคุ้มครองนะไม่ใช่อื่น ถ้าแกตาeแล้วก็เป็นพระด้วย แกรับยันต์เพราะเพชรไปแล้วด้วย ถ้าถูกงูกัดแล้วตาeเพราะงูพิษก็น่าจะตาeหรอก เพราะว่าคนที่บวชแล้วไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา เป็นคนเลวก็ควรจะตาe แต่ว่าแกไม่ตาe นี่ก็แสดงว่าแกเป็นคนดีแล้ว ความมั่นคงในพระพุทธเจ้าใช้ได้

ผู้ที่รับยันต์ไปแล้ว ถ้ารักษาไว้ได้จะมีอานุภาพดังนี้

    ๑. จะไม่มีทางเสียชีวิต

    ๒. จะไม่ถูกคุณผี คุณคน จะป้องกันสรรพอันตรายที่บุคคลทั้งหลายทำมาด้วยวิชาการต่างๆ

    ๓. จะไม่ตาeด้วยพิษของสัตว์พิษ

    ๔. ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด

    ๕. ไสยศาสตร์ สิ่งไม่ดี ทุกประเภท จะสะท้อนกลับไปเอง

    หากพูดถึงบรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อปานนั้น แต่ละองค์ ก็ล้วนเก่งวิชาแตกต่างกัน แต่ที่เชี่ยวชาญชำนาญวิชายันต์เกราะเพชร ก็ต้องหลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง (ผักไห่) ในสมัยหลวงพ่อเชิญ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะทำพิธี เป่ายันต์เกราะเพชร แทบทุกปี ส่วน หลวงพ่อมี วัดมารวิชัย (เสนา) ท่านจะเน้น เป่ายันต์พรหมสี่หน้า เป็นหลักมากกว่า

    ส่วน หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา (บางบาล) ท่านจะเน้นเป็นหมอรักษาคนเจ็บ สืบทอดเจตนาพระหมอ ของหลวงพ่อปาน

เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ

ที่มา : เรื่องเล่าชาวสยาม