มีดีมากกว่าแค่ ย า ระบาย น้ำมะขาม สูตรคุณแม่มาเอง ประโยชน์เยอะมาก ดื่มทุกวัน อร่อยชื่นใจ

เนื่องจากสรรwคุณข้อแรกของมะข ามที่เรารู้จักกันดี คือ เป็น ย า ระบ าย แก้อาการท้องผูก แต่จริงๆแล้ว มะข ามยังสามารถเป็น ย า แก้ไอ แก้ ห วั ด คัดจมูกได้ด้วย เนื่องจากในมะข ามยังมี วิ ต า มิ น ซีที่ช่วยให้ฟันและเหงือกแข็งแรง และทำให้ผิวพรรณดี หลายคนนำเอามะข ามเปียกมาขัดผิว เพื่อความข าว เนียน นุ่มอีกด้วย

สำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก คงกำลังมองหา วิ ธี ที่ทำได้ง่ายๆ และไม่ลำบ าก อย่างเช่น ทานอะไรแล้วน้ำหนักลด หรือออกกำลังกายอย่างไรให้ได้ผล ซึ่งเราก็มีอีกหนึ่งตัวเลือกดีๆ มาบอกกัน โดยเป็น วิ ธี ที่ทำเองได้ง่ายๆ แถมน้ำหนักลดจริง นั่นคือการดื่มน้ำมะข าม นั่นเอง โดยมี วิ ธี การทำดังต่อไปนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

ส่วนผสมและสัดส่วน

1 มะข ามเปียก 2OO กรัม

2 น้ำต าลทราย 1/2 ถ้วย

3 เกลือ 1 ช้อนชา

4 น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย

5 น้ำแข็ง 1 ถ้วย

วิ ธี ทำ

1 นำมะข ามเปียกมาคั้นกับน้ำเพื่อให้ออกมาเป็นน้ำมะข ามเปียกเข้มข้น

2 นำน้ำมะข ามเปียกเข้มข้นมากรองด้วยผ้าข าวบ าง เอากากจากการคั้นออกไป

3 ต้มน้ำเปล่าให้เดือด ใส่น้ำต าลทรายคนให้ละลายแล้วยกลงจากเต า

4 เติมน้ำมะข ามเปียก ปรุงรสด้วยเกลือ ชิมรสชาติต ามชอบ

5 ตักใส่แก้ว เติมน้ำแข็งก่อนเสิร์ฟ

นำน้ำมะข ามเปียกสำเร็จรูปมาใช้แทนมะข ามเปียกแบบเป็นปั้น ดีกว่า สะดวกกว่าเยอะ ได้รสชาติดี สะอาดด้วย แต่ต้องเลือกยี่ห้อที่เป็นแบบน้ำมะข ามเปียกเข้มข้น แบบธรรมข าติ 1OO% นะไม่มี ส า ร เ ค มี ปนเปื้อน ปลอดภัยกว่าเยอะ

นอกจากน้ำมะข ามจะช่วยล ดน้ำหนักได้แล้ว ยังช่วยเรื่องการขั บ ถ่ าย แก้ท้ อ ง ผู ก เรียกได้ว่าเป็นย าร ะ บ ายอ่อนๆ ได้เลย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย และมะข ามเปียกยังมีคุณค่า ท าง ย าอีกดังต่อไปนี้

1 มี วิ ต า มิ น ซีสูง ป้ อ ง กั น เ ลื o ด ออกต ามไ ร ฟั น

2 มีแคลเซียมสูง บำรุงกระดู ก

3 แก้ไ อ ขับเ ส ม ห ะ ทำให้ชุ่มคอ

4 เป็นย าระบ า ยท้ อ ง แก้ท้ อ ง ผู กได้

5 มี วิ ต า มิ น เอ บำรุงส า ยต าและการมองเห็น

ประโยชน์ของมะข าม

มะข าม ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสด้วยวิต ามินซีจากมะข าม

ช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

แคลเซียมจากมะข ามจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

มะข ามมีธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือด

ที่มา ครูสตอรี่, gotoknow

 เรียบเรียงโดย 1ไร่ไม่จน