ธ.ก.ส.พร้อมโอนเงิ นประกันร ายได้เกษตรกรปลูกข้าว ปี63/64(งวดที่1) 9.4 พันล้าน 16 พ.ย.นี้

ธ.ก.ส.พร้อมโอนเงิ นประกันร ายได้เกษตรกรปลูกข้าว ปี63/64(งวดที่1) 9.4 พันล้าน 16 พ.ย.นี้

กรุงเทพฯ – นายสมเกียรติ กิมาวห า รองผู้จัดการ และโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมทยอยจ่ายเงิ นชดเชยส่วนต่างร าคาประกันร ายได้กับร าคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ในโครงการประกันร ายได้เกษตรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 63/64 งวดที่ 1 ให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 8.39 แสนครัวเรือน วงเงิ นกว่า 9,400 ล้านบ าท ภายในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ส่วนงวดถัดไปจะมีการทยอยโอนให้ใน 3 วันทำการ หลังจ ากได้รับข้อมูลจ ากกระทรวงเกษตรฯมาเรียบร้อย

“ในงวดแรกมีเกษตรกรได้รับเงิ นชดเชยส่วนต่างจ ากโครงการประกันร ายได้เข้าบัญชีมากสุด ซึ่งส่วนใหญ่ทำนาอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เนื่องจ ากธนาคารมีการจ่ายเงินให้ชาวนาที่ทำนาและเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่รอบเดือน ก.ค.ถึงวันที่ 8 พ.ย.63 ขณะนี้ ธ.ก.ส.อยู่ระหว่างรอข้อมูลจ ากกรมส่งเสริมการเกษตรอยู่ คาดจะทยอยโอนเงิ นเข้าบัญชีครบทั้งหมดภายในกลางเดือน พ.ย.นี้ ส่วนจำนวนเงิ นชดเชยที่จ่ายให้นั้นขึ้นอยู่กับชนิดข้าวและจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งปีนี้มีชาวนาที่ขึ้นทะเบียนโครงการประกันร ายได้ฯ ปีการผลิต 63/64 ทั้งสิ้น 4.57 ล้านครัวเรือน จำนวน 60.8 ล้านไร่”

สำหรับการชดเชยส่วนต่างระหว่างร าคาประกันร ายได้กับร าคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ซึ่ง ธ.ก.ส. ต้องจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว งวดที่ 1  มีดังนี้1ข้าวเปลือกหอมมะลิ ได้รับส่วนต่างตันละ 2,911.17 บ าท

2ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 2,137.45 บ าท

3ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 1,222.36 บ าท

4ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 1,066.96 บ าท และ

5ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 2,084.34 บ าท

ทั้งนี้ วิธีตรวจสอบการรับการสนับสนุนต ามโครงการของรัฐดังกล่าว ท่านสามารถเช็คได้ว่า ธ.ก.ส.โอนเงิ นให้แล้วหรือยัง โดยกดที่ลิงค์ https://chongkho.inbaac.com/ (แบบฟอร์มดังภาพด้านล่าง) แล้วกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ถ้าเงิ นเข้าระบบจะเเจ้งโอนเรียบร้อย แต่ถ้ายังไม่เข้าให้รอข้อมูลจ ากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ธ.ก.ส.จะทำการโอนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วันทำการ

ปัจจุบัน มีผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจเลือกรับประทานอาห ารเพื่อสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จ ากกลุ่มธุรกิจร้านอาห ารจ ากธรรมชาติและอาห ารออร์แกนิก ประเภท Whole Market ที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของธุรกิจอาห ารเพื่อสุขภาพและกำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกจ ากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มของผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศไทยจะยิ่งเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวพื้นนุ่มบ างพันธุ์

กรมการข้าว จึงได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพย าบ าลร ามาธิบดีมห าวิทย าลัยมหิดลทำการศึกษาวิจัยข้าวที่มีคุณสมบัติเฉพาะโดยพบว่า ข้าวขัดข าวพันธุ์ กข43 มีค่าดัชนีน้ำต าลต่ำกว่าข้าวข าวดอกมะลิ 105 ประมาณ 20 – 30% ในการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการ และประมาณ 15 – 20% ในการทดลองในร่างกายมนุษย์ หรือมีค่าดัชนีน้ำต าลใกล้เคียงกับกลุ่มข้าวที่มีอมิโลสปานกลางแต่คุณภาพการหุงต้มดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

ทั้งนี้ จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลสุขภาพที่ไม่ชอบทานข้าวกล้อง ผู้ป่วยโรคเบ าหวาน และผู้ป่วยโรคไต ที่มีข้อจำกัดในการรับประทานข้าวกล้อง ด้วยข้าวกล้องมีปริมาณโปรตีนที่ส่งผลให้ไตของผู้ป่วยดังกล่าวทำงานหนักขึ้น เนื่องจ ากไตต้องกรองและดูดซึมโปรตีนกลับสู่ร่างกายมากขึ้น

โดยจุดเด่นของข้าวพันธุ์ กข43 คือ เป็นข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้านทาน โรคไหม้ คุณภาพการสีดี สามารถนำมาทำเป็นข้าวข าว 100% ได้ เมื่อหุงต้มจะมีลักษณะนุ่ม มีกลิ่นหอม อายุการเก็บเกี่ยว 95 วัน โดยวิธีหว่านน้ำตม หรือ 105 วัน โดยวิธีปักดำ ผลผลิตเฉลี่ย 560 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวพันธุ์ กข43 ยังถือเป็นข้าวทางเลือกให้เกษตรกร ในการปลูกข้าวเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจ ากน้ำท่วมได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : dailynews.co.th

เรียบเรียงโดย 1ไร่ไม่ จ น