ราคายางร่วงหนัก ขาใหญ่ทุบเก็งกำไร

หลังจากราคายางปรับตัวสูงขึ้นจนทะลุ 80 บาท/กก. ไปได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ล่าสุดราคายางกลับผันผวนหนักเฉลี่ยลดลงถึง 20 บาท/กก. โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคา “น้ำยางสด” ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญของโรงงานผลิตถุงมือยางปรับตัวลดต่ำลงด้วย “ราคาดิ่งรายวัน” หรือราคาตกลงมากกว่าราคายางแผ่นรมควันชั้น 3

ในขณะที่ราคาส่งออก (FOB RSS3 Bangkok) ใน 2 สัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 66-78 บาท/กก. โดยราคายางที่ร่วงลงหนักขณะนี้ได้สร้างความกังวลให้กับชาวสวนยาง จากความเชื่อที่ว่าจะได้เห็นราคายาง 1 กก. 100 บาทนั้น “เป็นอันสิ้นสุดความหวังลง”

น้ำยางสดร่วงหนักราคาน้ำยางสด ณ หน้าโรงงาน จากการรายงานของการยางแห่งประเทศไทยพบว่า ราคากำลังร่วงลงอย่างหนักจากที่เคยขายได้ถึง กก.ละ 74.50 บาท (30 ตุลาคม) ในวันนี้ราคาน้ำยางสดเหลือเพียง กก.ละ 47 บาท หรือภายในสัปดาห์เดียว ราคาลดลงมาถึง 27 บาท/กก. นับเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติเอามาก ๆ ส่วนราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ก็ลดลงเช่นเดียวกัน จากราคาสูงสุดที่ 82.80 บาท/กก. (28 ตุลาคม) ก็ลดลงมาเหลือ 61.05 บาท/กก.ในวันนี้ (10 พฤศจิกายน) หรือลดลงประมาณ 21 บาท/กก.

ได้สอบถามไปยังสหกรณ์ยางหลายแห่งในภาคใต้ต่างพูดตรงกันว่า ราคาน้ำยางผันผวนหนักมาก เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน โรงงานผลิตถุงมือยางรายใหญ่ต่างพร้อมใจกัน “กดราคา” รับซื้อน้ำยางลง เพียงสัปดาห์เดียวราคาร่วงลงไปถึง 20 บาท/กก. สหกรณ์หลายรายจำเป็นต้องขายน้ำยางสดให้โรงงาน เนื่องจากขาดแคลนแรงงานทำยางแผ่น ประกอบกับมีความต้องการเงินเพื่อนำมาหมุนเวียนรับซื้อน้ำยาง ราคาน้ำยางจะลงอย่างไรก็ต้องขาย

พร้อมกับแสดงความวิตกว่า ในช่วงปลายปีต่อต้นปี 2564 ซึ่งจะเป็นช่วงหมดฝนจะมีปริมาณน้ำยางออกมามาก ถึงตอนนี้ราคายางจะตกลงไปมากกว่านี้อีก“ความผันผวนของราคายางที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา “ราคายาง” ของประเทศไทย ถูกกำหนดโดย 5 เสือยักษ์ใหญ่ในวงการไม่กี่ราย ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาราคายางที่ขยับขึ้นสูงเกิดจากการ “ปั่นราคา” ทางการตลาด ส่วนหนึ่งต้องการยางไปส่งมอบ ไม่ใช่กลไกตลาดที่แท้จริง แต่ 2-3 เดือนต่อจากนี้ ราคายางจะลดต่ำลงแน่นอน เพราะน้ำยางออกมากตามฤดูกาลด้วย”

เก็งราคายางตลาดล่วงหน้า
แหล่งข่าวจากวงการค้ายางระหว่างประเทศกล่าวว่า ราคายางขยับขึ้นในเดือนตุลาคม 2563 โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ขยับสูงมากถึงวันละ 4 บาท/กก. ต่อจากนั้นราคาน้ำยางและราคายางแผ่นก็ขยับลดลงมาทันที โดยมีแนวโน้มจะลดลงไปตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน

สาเหตุเป็นเพราะช่วงเดือนตุลาคม กลุ่มผู้ค้ายางตลาดซื้อขายล่วงหน้า นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์มาร์เก็ต ต้องการซื้อยางเพื่อส่งมอบตามสัญญาที่ครบตามกำหนด จึง “ลาก” ราคายางขึ้น และเมื่อได้ยางครบตามกำหนดส่งมอบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว กลุ่มผู้ค้าก็ “ชะลอ” การซื้อลง ส่งผลให้ราคายางลดลง

“ผู้ที่เก็บสต๊อกยางไว้มาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้ายางขนาดเล็ก-ขนาดกลาง กับสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ยาง กลุ่มยาง วิสาหกิจยาง จะประสบภาวะขาดทุนทันที ถ้านำยางออกขาย ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 90% ขณะที่กลุ่มผู้ค้ายางในตลาดฟิวเจอร์มาร์เก็ตก็ต้องหาซื้อยางเพื่อส่งมอบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก็ต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นมาก ในขณะที่ขายล่วงหน้าไว้ราคาต่ำประมาณกว่า 30% ก็ขาดทุนเป็นเงินจำนวนมาก ไม่น่าจะต่ำกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท

ดังนั้น กลุ่มผู้ซื้อขายยางล่วงหน้าจึงลากราคายางขยับสูงขึ้น เพื่อให้กลุ่มผู้ค้ายางจะได้คายยางในสต๊อกออกมา แต่กลุ่มผู้ค้ายางขนาดเล็ก ขนาดกลาง สถาบันเกษตรกร บางส่วนไม่ยอมคายสต๊อกออก ต่างเก็บไว้เพราะหวังว่าราคาจะวิ่งต่อ จนกลุ่มนักลงทุนยางในตลาดฟิวเจอร์มาร์เก็ตได้ยางครบก็ชะลอการรับซื้อ ดังนั้น ราคายางจึงลงระลอกใหญ่ เพื่อให้ราคายางในตลาดขยับลงมาอยู่ในระดับปกติ แล้วซื้อเก็บสต๊อกไว้อีก 3 เดือน เพราะตลาดโลกยังมีความต้องการสูง ทิศทางราคายางจะไต่มาสูงที่ 60-70 บาท/กก. อีกระลอกก็จะเป็นการถอนการขาดทุนคืน” ผู้ส่งออกยางรายหนึ่งให้ความเห็น

ที่สำคัญก็คือกลุ่มนักลงทุนที่ตลาดฟิวเจอร์มาร์เก็ตรับทราบข้อมูลยางละเอียดว่า กลุ่มไหนมีสต๊อกยางและจำนวนเท่าใด ตลอดจนเงินทุนจำนวนเท่าใด เพราะกลุ่มผู้ค้ายางรายย่อย รายเล็ก รายขนาดกลาง และสถาบันเกษตรกร มีต้นทุนที่สายป่านไม่ยาว จำเป็นจะต้องทยอยขายยางออกมา แม้ว่าราคาจะไม่ได้ตามที่ต้องการก็ตาม

ได้สอบถามไปยังโรงงานผลิตถุงมือยางรายใหญ่ถึงสถานการณ์ราคาน้ำยางสดที่ร่วงลงหนักในขณะนี้ว่า เป็นผลจากการที่ชาวสวนยางแห่กรีดยางออกมาขายในช่วงข่าวดี พร้อมกับเชื่อว่าน้ำยางสำหรับผลิตถุงมือยางจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาน้ำยางขึ้นไปสูงมากเมื่อเทียบกับยางแห้ง ยางก้อนถ้วย จนส่งผลให้พ่อค้าที่รับซื้อน้ำยางปรับตัวไม่ทัน กำลังซื้อก็ยังเท่าเดิม เมื่อแรงเทขายเข้ามามากก็รับไม่ไหว จึงเอฟเฟ็กต์ทำให้ราคายางลดลง ชาวสวนยางก็ถูกกดราคาลงมาได้ง่าย เพราะน้ำยางสดจะต้องขายกันวันต่อวัน เก็บไว้ไม่ได้

“กลไกตลาดกำลังปรับตัวสู่สมดุล เพราะราคาน้ำยางขึ้นไปมากผิดปกติ ตอนนี้พ่อค้าที่ซื้อสต๊อกราคาสูงไว้ก็ได้รับผลกระทบ เป็นธรรมดาที่จะต้องซื้อน้ำยางราคาถูกลงไปเพื่อถัวราคากัน ซึ่งเป็นกลไกการค้าปกติ ไม่ว่ารัฐบาลจะไล่ตรวจสต๊อกหรือไม่ก็ตาม พ่อค้าก็รับซื้อได้เท่านี้ ไม่มีแรงซื้อแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาสถานการณ์ราคายางก็ไม่ได้ดีมาก 5 เสืออาจจะไม่ได้มีอยู่แล้ว เพราะขายกิจการให้จีนไปบ้าง ที่เหลือก็ลดกำลังการผลิต ถ้ายางดีจริงคงไม่เป็นแบบนี้”

น้ำยางหล่นต่ำกว่าราคาประกัน
นายสมพงศ์ ราชสุวรรณ ประธานกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา กล่าวว่า ตอนนี้ในพื้นที่ทางลานน้ำยางรับซื้ออยู่ที่ 42 บาท/กก. จาก 72 บาท/กก. เท่ากับลดลงไปประมาณ 20 บาท/กก. บางพื้นที่พ่อค้าอ้างว่า น้ำยางเข้ามามาก ถังเก็บน้ำยางข้นเต็ม ไม่มีโกดังเก็บ แต่ทางภาคใต้กำลังเข้าสู่ฤดูฝน บางพื้นกรีดยางไม่ได้ และบางพื้นที่เกิดโs คยางใบร่วง ปริมาณยางน้อย ดังนั้น จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องออกมาตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน

ขณะที่ราคายางกำลังทยอยลง รัฐบาลก็ได้ประกาศโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 วงเงิน 10,042 ล้านบาท เพื่อมาชดเชยส่วนต่าง เมื่อยางถูกกดดันให้ราคาลง ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณ ซึ่งเป็นเงินจากภาษีอีกระลอกดังนั้นจึงอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) บังคับใช้กฎหมาย กยท. มาตรา 8 (4) ดูแลผู้ประกอบการยางครบวงจร ตั้งแต่พ่อค้ายาง ผู้ประกอบการยาง เกษตรกรยาง