“พ่อแม่ คือรากฐานของชีวิต” ถ้าไม่คิดบำรุงรักษา ชีวิตก็ยากที่จะเจริญ

บทความดีดี ที่อย ากให้ลูกๆทุกคนได้อ่าน “พ่อแม่ คือรากฐานของชีวิต  ถ้าไม่คิดบำรุงรักษา ชีวิตก็ย ากที่จะเจริญ เพราะพ่อแม่..มีชีวิตอยู่ต่อไปได้  ถ้าไม่มีคุณ..แต่คุณจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้..ถ้าขาดพ่อแม่ การรู้จักคุณพ่อแม่..เป็นคุณสมบัติของผู้มีใจสูง

ลูกจะเป็นโ จ รหรือบัณฑิต..พ่อแม่มีส่วนลิขิตอยู่ไม่น้อย..!!!  ความกตัญญู..ไม่มีในคนใดคนหนึ่ง

การคบคนนั้น ก็ย ากที่จะเจริญ.”การที่เราได้เกิดมาในตระกูลที่พ่อแม่ไม่ดี นั่นแสดงว่าในอดีตชาติเราได้ทำเ ว ร กร รมที่ร้ ายแรงไว้ก่อน วิบ ากแห่งกร รมนั้นได้ทำเว รกร รมที่ร้ายแรงไว้ก่อน วิบ ากแห่งกร รมนั้นได้ส่งผลให้เราต้องมาเกิดเป็นลูกของท่าน และได้รับวิบ ากกร รมชั่ วร้ ายต่างๆ เราจึงไม่ควรไปต่อกร รมชั่ วให้ยืดย าวออกไปอีก ควรจะตั ดกร รมชั่ วในอดีตด้วยการทำความดีตอบสนองท่าน เมื่อเราทำกร รมดีสนองท่านอยู่ตลอดเวลา วิบ ากแห่งกร รมเก่าก็ย่อมจะเจือจางลงจนหมดไป

การล้างถ้วยล้างชาม ยิ่งล้างก็ยิ่งจะสะอาด  แต่การล้ าง แค้ นนั้น ยิ่งล้างก็ยิ่งจะส ก ปรก

ลูกที่มีใจกตัญญูและกตเวทีทั้งหลายโปรดสำนึ ก ! การที่พ่อแม่หรือใครก็ตาม แสดงสิ่งที่ไม่ดีกับเราจะมากหรือน้อยก็ตาม นั่นย่อมจะเป็นมาตรวัดว่าวิบ ากแห่งกร รมในอดีตที่เราได้ทำไว้กำลังตามมาให้ผลอยู่ ขออย่าได้ “โก งกร รม” ขอให้ยอมรับโดยดุษณี และเร่งทำกร รมดีทั้งกายวาจาและใจให้มากเข้าไว้ อย่ าได้ท้ อ ถ อยหรือโท ษนั่นโท ษนี่ ไม่นานวิบ ากแห่งกร รมเก่าก็จะจางลงและหมดไปเอง

กตเวที คือ ตอบแทนหรือสนองคุณท่าน ได้แก่ เมื่อเราระลึกถึงคุณของท่านแล้ว ก็ควรหาทางตอบแทนพระคุณของท่านด้วย คุณธรรมข้อกตัญญูและกตเวทีจึงจะมีอานิสงส์ครบวงจร ในพระวินัยปิฎกเล่มที่ 4 หน้า 92 พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า

คนดีย่อมจะเป็นผู้มีกตัญญูและกตเวที

ในการดูคนทั่วไปไม่ว่าหญิงหรือชาย ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือชั่ วนั้น วิธีที่จะดูให้แน่ที่สุดและแม่นที่สุดก็จะต้องดูที่การแสดงออกของเขาในเรื่อง ความกตัญญูคือการรู้คุณคนที่มีคุณ และความมีกตเวทีคือคิดตอบแทนพระคุณของผู้มีพระคุณ คุณธรรมทั้งสองนี้จะต้องทำไปพร้อมกันคือต้องระลึกถึงคุณและตอบแทนคุณในทันที ถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่ดีต่อลูก เราจะต้องระลึกถึงคุณและตอบแทนคุณด้วยหรือ ?

ลูกที่ดีจะต้องระลึกถึงคุณ และคิดตอบแทนพระคุณของท่านเสมอ ไม่ว่าพ่อแม่ของเราจะเป็นคนชั่ วร้ ายเ ล วท ร า มปานใด ก็ไม่มีข้อยกเว้นทั้งสิ้ น จะต่างก็แต่ว่าเราจะตอบแทนพระคุณของท่านในช่วงไหนที่เหมาะสมเท่านั้น ก่อนอื่นเราในฐานะลูกที่ดี เราจะต้องแยกให้ออกก่อนว่า พ่อและแม่มีพระคุณต่อลูก 2 ระยะ คือ การให้เกิด และการเลี้ยงดู

การให้เกิด มีพ่อและแม่เท่านั้นที่ทำหน้าที่นี้ได้ คนทั้งโลกยกเว้นพ่อและแม่ย่อมจะหมดสิทธิ์ที่จะทำหน้าที่นี้ต่อเรา

การเลี้ยงดู พ่อแม่หรือใครๆ ก็ทำได้ ถ้าพ่อแม่ทำหน้าที่นี้ด้วย ท่านก็จะมีพระคุณต่อลูกครบวงจร คือ ทำให้เกิดด้วยและเลี้ยงดูด้วย

การเลี้ยงลูกที่ดีที่สุด ก็คือ ต้องเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ ให้มีความสมบูรณ์ไปพร้อมๆ กัน

เลี้ยงร่างกาย คือ ให้ร่างกายเติบโตสมบูรณ์มีสุขภาพอนามัยดี มีความรู้ มีความสามารถในการเลี้ยงตัวเอง และพึ่งตัวเองได้ในสัมมาชีพ

เลี้ยงจิตใจ คือ ต้องให้จิตใจมีคุณธรรม มีความสำนึกในบาป-บุญ-คุณ-โทษ มีหลักธรรมในพระศาสนาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต ไม่ทำให้ชีวิตเป็นหมันเปล่า ไม่หล งโล ก ไม่ติ ดโล ก มีปัญญาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต มีความรู้ก็ต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับตลอดชีวิตด้วย คุณธรรมความดีงามทั้งหลายจะเกิดกับลูกได้ถาวรตลอดไป ลูกคนนั้นก็จะต้องมีความกตัญญูและกตเวทีเป็นพื้นฐานจิตก่อน พ่อแม่ที่ดีมีสัมมาทิฐิ ก็ควรจะต้องปลูกฝังความกตัญญูลงในจิตใจของลูกพร้อมกับการให้วิชาความรู้คู่กันไป

มิบังควรไปให้แต่ความรู้อย่างเดียวโดยไม่ใส่คุณธรรมลงไปด้วย มันจะเหมือนกับการให้มีดคมที่ปราศจากฝัก สักวันหนึ่งความคมของมีดมันก็ย่อมจะบาดหรือทิ่มแทงผู้พกพาให้เกิดอันตรายได้ ในทำนองเดียวกัน ในการดูลูกที่เกิดจากเรานั้น ว่าในอดีตชาติก่อนที่เขาจะมาเกิดในท้องเรานั้น ว่าเขามาจากที่ไหนนั้นก็พอจะดูได้ว่า

อนึ่ง การแสดงความกตัญญูและกตเวทีต่อผู้มีพระคุณต่อเรานั้น สิ่งที่ควรสำนึกไว้ตลอดไปก็คือ จะต้องมีธรรมและปัญญาประกอบร่วมด้วยตลอดไป มิฉะนั้นการแสดงความกตัญญูและกตเวที อาจก่อผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นได้

ธรรม คือ ความถูกต้องชอบธรรม ที่ผู้มีความกตัญญูและกตเวทีต้องมีอยู่เป็นคู่ใจตลอดไป เช่น เมื่อเราได้รับการอุปการะหรือช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณที่เป็นคนชั่วหรือคนทุจริต แล้วให้เราไปสนับสนุนให้เขาไปทำผิ ดหรือทำชั่ ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปสนับสนุนให้เสี ยธรรม แต่เราก็ควรหาทางสนองพระคุณท่านในสิ่งที่ไม่ผิ ดศีลธรรม การไปส่งเสริมคนไม่ดีให้เป็นผู้นำหรือผู้แทนด้วยอามิสสินจ้าง นั่นเป็นการแสดงความกตัญญูและกตเวทีที่ผิดธรรม ย่อมจะก่อปัญห ามาสู่ตัวเราและผู้มีพระคุณได้

ปัญญา คือ ความรอบรู้และรู้อย่างถูกต้อง จำเป็นที่ผู้มีเชื้อกตัญญูและกตเวที จะต้องมีคู่กับธรรมตลอด ก็คือ เมื่อมีปัญหาว่าผู้มีพระคุณต้องการให้เราสนับสนุนท่านในสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เราจะทำอย่างไร เราจะต้องแยกให้ออกก่อนว่า เราควรจะตอบแทนพระคุณท่านด้วยวิธีการอย่างไร จึงจะไม่ผิดธรรม ตัวปัญญานี่แหละจะเป็นเครื่องวินิจฉัยให้ผู้ที่มีความกตัญญูและกตเวทีได้แสดงออก โดยไม่ก่อปัญหาทั้งสองฝ่าย

แต่ถึงอย่างไรพระคุณที่ท่านได้มีต่อเราก็ย่อมจะไม่สู ญเปล่าอย่างแน่นอน แต่มันควรจะรอเวลาที่สนองท่านในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป มิฉะนั้น เราอาจจะกลายเป็นคนอกตัญญูไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้  ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมมีทั้งคุณและโท ษ ย่อมขึ้นอยู่กับปัญญาของผู้ใช้ การแสดงออกของความกตัญญูและกตเวทีก็เช่นกัน ถ้าลูกหรือผู้ที่ได้รับความอุปการะช่วยเหลือแล้ว แสดงความกตัญญูและกตเวทีโดยขาดธรรมและปัญญาร่วมด้วยแล้ว ก็ย่อมจะก่อปัญห าให้แก่เราและผู้มีพระคุณได้

พึงเลี้ยงบิดาและมารดา   ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรม  ธมฺเมน มาตาปิตโร ภเรยฺย

เรียบเรียงโดย 1ไร่ไม่ จ น