“พระอรหันต์อยู่ในบ้าน” สมเด็จโตเทศนาให้ ร.4 และข้ าราชบริพาร ฟังจนถึงกับน้ำตา ต ก

วันนี้แอดมินมีเรื่องราวเกี่ยวกับ“พระอรหันต์อยู่ในบ้าน” มานำเสนอ เขียนได้ดีมากอยากให้ทุกคนได้อ่าน มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่าน เจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า..”ท่านเจ้าคุณเห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนัก นี่วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย” สมเด็จโตทูลว่า “ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรมและได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดีขอถวายพระพรมหาบพิตร และในวันนี้อาตมาจะมาเทศนาเรื่องพระอรหันต์ในบ้าน”

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชบริพารต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ท่านได้ขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ โกรธ หลง ไม่ยินดีและยินร้ ายในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้ น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ก็ถือได้ว่าเป็น “ลาภอันประเสริฐ” ที่สุด “บุญ” ที่ได้ทำกับท่านจะได้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุกๆ คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ “ในบ้าน” เลย นั่นเอง

ทุกๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้นต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า “พระอรหันต์ คือ พระผู้ประเสริฐ” คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองเกาะหลังท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังคงดั้นด้น ดิ้นรนไปหา เพื่อหวังเพื่อยึดเหนี่ยวบูชา แต่พระที่อยู่ภายในใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือกินด่าง

อีกน้ำใจของพ่อแม่ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งใดตอบแทน เช่นเดียวกับพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ที่มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน พ่อ แม่ จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของ “ลูก” ท่านมีน้ำใจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุ กข์ท ร มานร่วมเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง แต่ท่านไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดออกมาแล้วพิการ หูหนวกต า บ อด ท่านก็ยังรักสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั่นคือ “สายเลือด” ถือว่าเป็น “ลูก” ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านจะเพิ่มความรัก ความสงส ารมากยิ่งขึ้น

ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบตี เตะ ต่ อย กั ด หรือด่ าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโก รธ กลับยิ้มร่าชอบใจ เพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่ รู้ผิ ดชอบชั่ วดี แต่บางครั้งด้วยความโ ก รธ ความหลง เราก็ยังทุบตีและด่ าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือโทษเอาผิ ดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย รับทุ กข์เพียงอย่างเดียว ยอมเสี ยน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ เท้าและปากของเราผู้เป็น “ลูก”

สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้ “อภัย” ในการกระทำของเรา เพียงเพราะท่านกลัวเราจะมีบ าปกร รมติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บยอมทุ กข์เสี ยเอง ไม่มีใครในโลกนี้จะรักเราและหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจเหมือนพ่อแม่ ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจจะประมาณค่าตัวเลขได้ และในบางครั้งลูกหลงผิ ดเป็น “คนชั่ ว” ด้วยอารมณ์โท ส ะ เป็นคนเมาข าดสติ ก่อกร รมทำเข็ญเป็นที่เดื อดร้ อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนิน ค ดีตามกฎหมายของบ้านเมือง ในสายตาของท่านแล้ว

เมื่อมีภัยมาสู่ลูก “แม่” และ “พ่อ” ก็ยังปกป้องรั กษ าช่ วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลังและความสามารถ เสียทรัพย์สินเท่าใดก็ยอมให้ลูกพ้นผิ ด  แม้ลูกถูกจ องจำ  พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม คอยส่งน้ำอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูกให้ต่อสู้ความเจ็บป่วยและทุ กข์ท ร ม านของจิตใจ และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งหนึ่ง  น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้เปรียบเท่า “พระอรหันต์” โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเล่า

“สำหรับลูก” แล้ว ถึงพ่อแม่จะเป็น “โจร” คนชั่วในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับ “ลูก” ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง พ่อแม่มีลูกนับ 10 คน เลี้ยงดูเติบใหญ่ได้ และลูกทั้ง 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คน ไม่ได้ ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า “พระคุณของพ่อแม่”

ยามที่พ่อแม่ยัง “มีชีวิตอยู่” เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการมีอาหารให้ท่านกิน ซื้อเสื้อผ้าของใช้พาท่านไปทำบุญเข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำให้ท่านมีความสุขก็ควรทำให้ท่าน ดูแลความทุ กข์สุขและเลี้ยงดู “จิตใจ” ท่าน เชื่อฟัง “โอวาท” คำเตือนของท่าน คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง ถนอมน้ำใจท่านเพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรั ก ษ าน้ำใจท่าน อย่ าทำให้ท่านต้องเสี ยใจ ด้วยคำพูดนิ่มหูฟังแล้วสบายใจ ไม่ปล่อยทิ้ งท่านให้อยู่อย่าง “ว้ าเห ว่”

คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติ ดูแลท่านอย่างใกล้ชิด แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่เมื่อยามท่านจ ากเราไปแล้ว เพราะนั่นคือ “การพล าดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในชีวิตของลูก ที่จริงแล้วเราควรต้องทำบุญในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นลูก “กตัญญู กตเวที”

ขอให้สาธุชนทั้งหลายที่ฟังธรรมวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐในบ้านของเราจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วต้องพบกับความวิ บั ติ ไม่เคยมี ทำมาหากินก็เจริญ แคล้วคล าดปลอดภัย ต ก น้ำไม่ไหล ต ก ไฟ ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาวตลอดกาลเวลา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนาง ข้าราชบริพารทั้งปวง ได้ฟังคำเทศนาสมเด็จโต บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าตาทั้ง 2 ข้าง บ้างน้ำตาไหลออกมาสุดที่จะกลั้ นได้ ด้วยความรัก ความส งส าร คิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมา “เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศ” จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือปนน้ำพระเนตรว่า

“ท่านเจ้าคุณมาเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด”

สมเด็จโต กล่าว ขอให้สาธุชนทั้งหลายที่ฟังธรรมวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน