เลี้ยงปลาพลวง กิโลละ 3000 บ าท แพงที่สุดในโลก

ปลาพลวงชมพู ถือเป็นปลาน้ำจืดราคาแพงที่สุดในโลกหรือเปล่าแต่ถ้าบอกว่าแพงที่สุดในอาเซียนคงจะได้ เพราะราคาซื้อข ายในบ้านเราอยู่ที่ กก.ละ 2,000 บ าท แต่ถ้าในมาเลเซีย อินโดนีเซียและจีน มีราคา กก. 3,000 บ าทขึ้นไป

ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ ของนายสันติชัย จงเกียรติขจร อายุ 63 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ต าเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ได้กล่าวถึง “ปลาพลวงชมพู” ที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ได้ศึกษาจนสามารถนำมาขย ายพั น ธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ได้แล้ว

ปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่น จ.ยะลาและนราธิวาส มีชื่อเรียกต ามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน

มีความโดดเด่นในสีของเกล็ดที่มีลักษณะเป็นสีชมพู ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่รับประทานทั้งเกล็ดนิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ยังไม่สามารถวิจัยเพาะขย ายพั น ธุ์ได้ และมีกฎหมายห้ามจับจ า กธรรมชาติมารับประทาน

นายสันติชัย กล่าวว่าสาเหตุที่ปลาพลวงชมพู มีราคาสูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดีและหาได้ย ากอยู่ในสภาวะใกล้สู ญพั น ธุ์ ซึ่งการเลี้ยงจะต้องเป็นพื้นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา

น้ำต้องมีปริมาณออกซิเจนสูงอย่ างน้อย 6 ppm ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะไม่รอดทันที ในขณะที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นยังสามารถมีชี วิ ตรอดได้

นอกจ า กนั้น ยังเป็นปลาที่ให้ไข่น้อย แค่ 1,000-2,000 ฟอง จะมีแค่ 700 -800 ตัวออกมา ต่างกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้ไข่ตั้งแต่หมื่นฟองขึ้นไปจนถึงแสนฟอง เลยเป็นเหตุให้เ สี่ ย งสูญพั น ธุ์ได้ง่ายในธรรมชาติ และการนำมาผสมเทียมเพื่อขย ายพั นธุ์ยังย ากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่นเ นื่ องจ า กระยะไข่สุกพร้อมที่จะผสมพั น ธุ์ได้ ไข่ที่มีอยู่น้อยแล้ว ยังสุกแก่ไม่พร้อมกันอีก

นายสันติชัย กล่าวอีกว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ได้ทำการขย ายพั น ธุ์ โดยต้องใช้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญพิเศษ เฝ้าสังเกตระยะที่มีไ ข่สุ กพร้อมมากที่สุด

ถึงจะทำได้สำเร็จเพื่อที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นำไปเลี้ยงในบ่อดิน ต่อท่อตรงมาจ า กแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบ ายออกไป โดยปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 นิ้ว หนัก 20 กรัม

ในอัตรา 1-5 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตร.ม. ให้อาหารปลาโดยใช้ปลาดุกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น มื้อละ 2-3% ของน้ำหนัก ตัวและใช้เวลาเลี้ยง 2ถึง3ปี ถึงจะมีน้ำหนัก 3 กก.

ได้ขนาดตรงความต้องการของตลาดซึ่งปลาพลวงชมพูจะให้ผลตอบแทนสูง มีอัตราแลกเ นื้ ออยู่ที่ 2-3 : 1 ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 2.3 กก. ใช้อาหารไม่เกิน 7 กก.ฉะนั้นจะมีต้นทุนค่าอาหารแค่ตัวละ 210 บ าท แต่สามารถข ายได้สูงถึง กก.ละ 3,000 บ าท

นายสันติชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันปลาพลวงชมพูมีตลาดรับซื้อไม่อั้นในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน โดยประเทศมาเลเซีย ได้มีการสั่งจองไว้ล่วงหน้า 1 ปีมาแล้ว แต่ด้วยปลามีอายุเพียง 2 ปีซึ่งยังไม่เติบโตเต็มที่จึงยังไม่ได้ส่งออก

อย่ างไรก็ต ามทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ศึกษาอย่ างต่อเ นื่ องในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูในบ่อซีเมนต์ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน ทั้งนี้เพื่อเป็นการขย ายพั นธุ์ปลาพลวงชมพูให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

หากผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-7329-7042 หรือสามารถมาศึกษาดูงานได้ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ ของนายสันติชัย จงเกียรติขจร ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ต าเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) จัดเป็นปลาในวงศ์ปลาตะเพียนที่มีขนาดใหญ่

เรียบเรียงโดย 1ไร่ไม่จน